‘ท่าเรือประจวบ’ เปลี่ยนแม่ทัพ เปิดเกมรุกโลจิสติกส์ทางน้ำ ‘อนุวัต ชัยกิตติวนิช’ ปักหมุด Hub รองรับอุตสาหกรรม–Project Cargo

ท่าเรือประจวบ เปิดตัวผู้บริหารคนใหม่ “อนุวัต ชัยกิตติวนิช” นั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์จากฐานลูกค้าอุตสาหกรรมเหล็ก สู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางน้ำที่รองรับสินค้าใหม่ โดยเฉพาะสินค้าขนาดใหญ่และน้ำหนักสูง พร้อมยกระดับบริการท่าเรือ–พื้นที่หลังท่า เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ตลาดสากล

บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด (Prachuap Port Company Limited : PPC) ท่าเรือน้ำลึกพาณิชย์สากลเอกชนภายใต้กลุ่มเหล็กสหวิริยา ประกาศแต่งตั้ง นายอนุวัต ชัยกิตติวนิช ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ (Managing Director) คนใหม่ โดยเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของกลุ่มเหล็กสหวิริยา และ SVL Group มานานกว่า 10 ปี
การเปลี่ยนตัวผู้บริหารครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางโจทย์ใหม่ของภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ไทย ซึ่งผู้ประกอบการต้องการทางเลือกด้านการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสามารถรองรับสินค้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ PPC วางเป้าหมายขยายบทบาทจากการเป็นท่าเรือรองรับสินค้ากลุ่มเหล็ก ไปสู่ ศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางน้ำและ Project Cargo ที่สามารถรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท

นายอนุวัต ชัยกิตติวนิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด กล่าวว่า ภารกิจสำคัญหลังเข้ารับตำแหน่ง คือการนำศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน ประสบการณ์ และพื้นที่หลังท่า มาพัฒนาเป็นบริการโลจิสติกส์ที่ตอบโจทย์ทั้งลูกค้ากลุ่มเดิมและกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่

แนวทางการดำเนินงานจะพัฒนาภายใต้ 3 หน่วยธุรกิจหลัก ได้แก่ Blue Transport ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายทางน้ำ, Blue Offshore การให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมนอกชายฝั่ง และ Blue Conservation การบริหารจัดการและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อสร้างระบบบริการที่เชื่อมโยงตั้งแต่หน้าท่า พื้นที่หลังท่า ไปจนถึงการขนส่งต่อเนื่อง

 “เป้าหมายคือการนำศักยภาพที่ PPC มีอยู่มาสร้างเป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กและลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งต้องอาศัยทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ความเชี่ยวชาญ และการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย” นายอนุวัตกล่าว

• จากท่าเรือสินค้า สู่ฐานรับ Project Cargo

หนึ่งในตลาดที่ PPC ให้ความสำคัญคือ Project Cargo หรือสินค้าขนาดใหญ่และน้ำหนักสูง ซึ่งมีแนวโน้มต้องการระบบขนส่งเฉพาะทางและการบริหารจัดการที่ซับซ้อนกว่าสินค้าทั่วไป

ที่ผ่านมา PPC เคยให้บริการขนถ่าย หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เมื่อปี 2565 เพื่อขนส่งต่อไปยังจังหวัดราชบุรี ขณะที่ในปี 2569 ได้รองรับการนำเข้าและขนถ่ายอุปกรณ์และชิ้นส่วนของ กังหันลม (Wind Turbine) ซึ่งมีทั้งชิ้นส่วนขนาดใหญ่และน้ำหนักสูง โดยเฉพาะใบพัดกังหันลม (Blade) ที่มีความยาวมากกว่า 90 เมตร และชิ้นส่วนระบบขับเคลื่อน (Drive Train) ที่มีน้ำหนักเกือบ 100 ตัน สะท้อนศักยภาพของท่าเรือในการรองรับสินค้าที่ต้องใช้การวางแผนด้านวิศวกรรมและความปลอดภัยในระดับสูง

โจทย์ไม่ได้จบเพียงการขนถ่ายสินค้าจากเรือขึ้นฝั่ง แต่ยังรวมถึงการขนส่งต่อจากท่าเรือผ่านพื้นที่ชุมชนไปยังปลายทาง ทำให้ PPC ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การชี้แจงกฎระเบียบแก่ผู้ประกอบการขนส่ง การวางแผนเส้นทาง ไปจนถึงการกำหนดช่วงเวลาการเดินรถ

สำหรับการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ มีการกำหนดให้ปฏิบัติการในช่วงกลางคืน ระหว่างเวลา 21.00–04.00 น. เพื่อลดผลกระทบต่อการจราจรและประชาชนในพื้นที่ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครองและตำรวจทางหลวง เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยตลอดการขนส่ง

• จุดแข็งอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐาน–พื้นที่หลังท่า

PPC ตั้งอยู่ในอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีจุดแข็งจากการเป็นท่าเรือสินค้าเอกชนขนาดใหญ่ในพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันตก โดยท่าเรือมีความลึกหน้าท่าประมาณ 15 เมตร (MSL) และสามารถรองรับเรือขนาดใหญ่สูงสุดประมาณ 110,000 เดทเวทตัน (DWT)

นอกจากศักยภาพหน้าท่าแล้ว พื้นที่หลังท่ายังเป็นองค์ประกอบสำคัญในการต่อยอดธุรกิจ เพราะสามารถรองรับการขนถ่าย การพักและฝากเก็บสินค้า รวมถึงการเชื่อมต่อบริการขนส่งทางทะเลและโลจิสติกส์รูปแบบอื่น ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการพัฒนาบริการแบบครบวงจรมากขึ้น

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมไทยที่มีความต้องการขนส่งสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่สินค้าอุตสาหกรรมทั่วไป ไปจนถึงเครื่องจักร อุปกรณ์พลังงาน และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งต้องการท่าเรือที่สามารถรองรับสินค้าขนาดพิเศษและมีระบบบริหารจัดการเฉพาะด้าน

 • ยกระดับความปลอดภัย เดินหน้าคู่ชุมชน

นายอนุวัตกล่าวเพิ่มเติมว่า การขยายธุรกิจโลจิสติกส์ในปัจจุบันไม่สามารถพิจารณาเฉพาะประสิทธิภาพในการขนส่ง แต่ต้องควบคู่กับความปลอดภัยและความสัมพันธ์กับชุมชน โดยเฉพาะสินค้าขนาดใหญ่ที่ต้องเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ท่าเรือผ่านเส้นทางสาธารณะ

PPC จึงให้ความสำคัญกับการวางแผนจราจร การสื่อสารกับผู้ประกอบการขนส่ง และการกำกับมาตรฐานการขับขี่อย่างเข้มงวด เพื่อจำกัดผลกระทบต่อชุมชน ลดความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุและการจราจร และสร้างความมั่นใจว่าการขยายธุรกิจจะเดินหน้าไปพร้อมกับพื้นที่โดยรอบ

“นอกเหนือจากความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ สิ่งสำคัญคือการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและชุมชน การเคลื่อนย้ายสินค้าขนาดใหญ่ต้องมีการวางแผนและกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และสามารถเติบโตไปพร้อมกับชุมชนอย่างยั่งยืน” นายอนุวัตกล่าว

การเข้ามารับตำแหน่งของผู้บริหารคนใหม่จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านในระดับองค์กร แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางใหม่ของ PPC ที่ต้องการขยับจาก “ท่าเรือสินค้า” ไปสู่ โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางน้ำที่รองรับอุตสาหกรรมได้หลากหลายขึ้น โดยใช้ข้อได้เปรียบด้านทำเล โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่หลังท่า และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการสินค้าอุตสาหกรรม เป็นฐานในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย

ทั้งนี้ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด (PPC) เป็นท่าเรือน้ำลึกพาณิชย์สากลเอกชนภายใต้กลุ่มเหล็กสหวิริยา ตั้งอยู่ที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้บริการท่าเทียบเรือ การฝากเก็บสินค้า และการบริหารจัดการโลจิสติกส์ทางน้ำ โดยมุ่งเน้นมาตรฐานด้านวิศวกรรม ความปลอดภัย และการดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม.